简体中文
繁體中文
English
Pусский
日本語
ภาษาไทย
Tiếng Việt
Bahasa Indonesia
Español
हिन्दी
Filippiiniläinen
Français
Deutsch
Português
Türkçe
한국어
العربية
اردو
หุ้นสหรัฐฯ ร่วงต่อเนื่อง หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางยกระดับขึ้น
บทคัดย่อ:ตลาดซื้อขายในวันพุธถูกยังเผชิญปัญหาต่อ โดย Dow Jones ร่วงเกือบ 1,000 จุด ส่วน SP 500 และ Nasdaq ต่างปรับตัวลดลงอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนต้องปรับพอร์ตออกจากหุ้นสายเทคโนโลยี และโยกเงินเข้าไปลงทุนในกลุ

ตลาดซื้อขายในวันพุธถูกยังเผชิญปัญหาต่อ โดย Dow Jones ร่วงเกือบ 1,000 จุด ส่วน S&P 500 และ Nasdaq ต่างปรับตัวลดลงอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนต้องปรับพอร์ตออกจากหุ้นสายเทคโนโลยี และโยกเงินเข้าไปลงทุนในกลุ่มธุรกิจอย่างสาธารณสุข การเงิน และพลังงานแทน
อย่างไรก็ตาม ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ กลับมาปรับตัวขึ้นในช่วงเช้าของวันนี้ แม้ยังมีความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอยู่ก็ตาม โดย S&P 500, Nasdaq 100 และ Dow Jones ต่างขยับขึ้นได้ทั้งหมด
ด้านราคาน้ำมันก็ปรับขึ้นในไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาเช่นกัน หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นจากการที่สหรัฐฯ และอิหร่านใช้กำลังทางทหารกันอีกครั้ง ส่งผลให้น้ำมันดิบสหรัฐฯ ปรับขึ้นสู่ระดับ $90.80 ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์ขยับขึ้นสู่ $93.70 ต่อบาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนต้องประเมินความรุนแรงของปัญหาการขนส่งน้ำมันใหม่
ด้านตลาดหุ้นเอเชียก็ร่วงแรงเช่นกัน นำมาโดย Kospi ของเกาหลีใต้ที่ร่วงกว่า 4% ส่วน Nikkei ของญี่ปุ่น และ ASX 200 ของออสเตรเลียต่างก็ปรับตัวลงทั้งหมด
โดยหุ้น Oracle ร่วงกว่า 11% ในช่วงนอกเวลาซื้อขาย หลังบริษัทประกาศแผนระดมทุนเพื่อนำมาลงทุนใน AI เพิ่มอีก $20,000 ล้าน แผนดังกล่าวสร้างความกังวลเนื่องจากเป็นการเพิ่มต้นทุนให้สูงขึ้น หลังหุ้นสายเทคโนโลยีกำลังเผชิญแรงขายทำกำไรหลังปรับตัวขึ้นได้ดีมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็กำลังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะประกาศเร็วๆ นี้ อย่างดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ด้านทองคำยังเผชิญแรงกดดันต่อไป หลังร่วงลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2025 และยังฟื้นตัวกลับขึ้นไปยืนเหนือ $4,100 ไม่ได้ โดยปัญหามาจากการที่ตลาดยิ่งเพิ่มโอกาสที่ Fed จะรักษานโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป แม้เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) จะชะลอตัวลงในเดือนพฤษภาคม แต่เงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) กลับเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 4.2% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
มุมมองในบทความนี้แสดงถึงมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน สำหรับแพลตฟอร์มนี้ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนและทันเวลาของข้อมูลบทความ และไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลในบทความ
