ทองคำย่อตัวก่อนข่าวใหญ่ จับตาเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่าน และ CPI ตัวแปรชี้ทิศตลาด
บทวิเคราะห์ทองคำ
简体中文
繁體中文
English
Pусский
日本語
ภาษาไทย
Tiếng Việt
Bahasa Indonesia
Español
हिन्दी
Filippiiniläinen
Français
Deutsch
Português
Türkçe
한국어
العربية
บทคัดย่อ:สรุป ราคาทองคํา วานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคําวานนี้ได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อ Buy the Dip หลังจากในช่วงที่ผ่านมาราคาทองคําปรับตัวลดลงแรง

สรุป ราคาทองคํา วานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคําวานนี้ได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อ Buy the Dip หลังจากในช่วงที่ผ่านมาราคาทองคําปรับตัวลดลงแรงจนอยู่ใน ภาวะขายมากเกินไป ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ 21 มิ.ย. ที่ 1.438% จากแรงซื้อพันธบัตรระยะยาวเพื่อการปรับสมดุลของพอร์ต ลงทุน (Rebalance) ในช่วงสิ้นเดือนมิ.ย.และสิ้นไตรมาส 2 ของปี 2021 จึงเป็นปัจจัยเพิ่มเติมที่ช่วยหนุนทองคําในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย
ปัจจัยที่กล่าวมา ส่งผลให้ราคาทองคําปรับตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในระหว่างวันบริเวณ 1,752.20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สู่ระดับสูงสุดบริเวณ 1,774.35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างการซื้อขายของเมื่อคืนนี้ อย่างไรก็ ดี จะเห็นได้ว่ายังมีแรงขายสลับออกมาเช่นกันเมื่อราคาทองคําปรับตัวขึ้น โดยราคาทองคําถูกสกัดช่วงบวกจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ออกมาดีเกินคาด อาทิ ดัชนีการทํา สัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.0% สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะหดตัวลง 0.8% และการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐจาก ADP ที่เพิ่มขี้เกิน คาดถึง 692,000 ตําแหน่งในเดือนมิ.ย.

ซึ่งช่วยหนุนดัชนีดอลลาร์ให้แข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือนครึ่ง พร้อมปิดเดือนมิ.ย.ด้วยการแข็งค่าขึ้นมากสุดนับตั้งแต่พ.ย.ปี 2016 จนเป็น ปัจจัยกดดันให้ราคาทองคําปิดตลาดในเดือนมิ.ย. ด้วยการดิ่งลง -7% และเป็นการร่วงลงรายเดือนมากสุดนับตั้งแต่พ.ย.ปี 2016 ด้านกองทุน SPDR ถือทองไม่เปลี่ยนแปลง สําหรับวันนี้ติดตาม การเปิดเผยจํานวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน, ดัชนี PMI ภาคบริการ และการใช้จ่ายด้านการก่อสร้าง
หลังจากราคาทิ้งตัวลงอาจเห็น การฟื้นตัวขึ้นช่วงสั้นของราคาแต่หากราคาทองคํายังสามารถไม่สามารถยืนเหนือโซน 1,774-1,778 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แสดงว่าแรงขายยังคงแข็งแกร่งอาจทําให้เกิดการอ่อนตัวลง โดยประเมินแนวรับบริเวณ ที่ 1,753-1,751 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากสามารถยืนเหนือโซนแนวรับดังกล่าวได้ก็จะเห็นการดีดตัวขึ้นอีกครั้ง

คําแนะนํา ระยะสั้นราคาอาจฟื้นตัวขึ้นพยายามทดสอบ แนวต้านโซนที่ 1,774-1,778 ดอลลาร์ ต่อออนซ์ แต่หาก ราคายืนไม่ได้อาจเกิดแรงขายทํากําไรระยะสั้นออกมา เมื่อราคาทองคําอ่อนตัวลงจะมีแนวรับบริเวณ 1,753- 1,751 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
มุมมองในบทความนี้แสดงถึงมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน สำหรับแพลตฟอร์มนี้ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนและทันเวลาของข้อมูลบทความ และไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลในบทความ

บทวิเคราะห์ทองคำ

บทความนี้อธิบายการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ Brent Crude Oil ที่หลุดระดับจิตวิทยา 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาทองคำ Gold ปรับตัวลดลงตาม จากการคลี่คลายของความกังวลด้านอุปทานพลังงาน ซึ่งทำให้แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยลดลง เนื้อหาชี้ให้เห็นถึงกลไกเดียวกันที่เชื่อมโยงทั้งสองตลาด พร้อมผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในด้านต้นทุนนำเข้าและราคาทองคำในประเทศ สุดท้ายเน้นว่าทิศทางต่อไปยังขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของอุปทานและข้อมูลการส่งออกน้ำมันในระยะสั้น

บทความนี้สรุปภาพรวมการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลก โดยชี้ให้เห็นว่า ทองคำ ยังคงได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ที่เพิ่มความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยและแนวโน้มเงินเฟ้อยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ สุดท้ายเน้นว่าทิศทางราคาทองคำในระยะสั้นจะขึ้นอยู่กับทั้งสถานการณ์ระหว่างประเทศและข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่กำลังจะประกาศ

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ตลาดการเงินโลกผันผวน โดย Gold ปรับตัวลดลง ขณะที่ Crude Oil ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนการเปลี่ยนโฟกัสของตลาดจากความเสี่ยงสู่ประเด็นเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากความกังวลด้านอุปทาน ส่งผลให้ความคาดหวังเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และกดดันให้ธนาคารกลางคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ ขณะเดียวกันค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าก็ยิ่งซ้ำเติมแรงขายในตลาดทอง บทเรียนสำคัญสำหรับนักเทรดคือ การเข้าใจความเชื่อมโยงของปัจจัยมหภาค เช่น สงคราม เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และค่าเงิน ซึ่งมีผลต่อทิศทางตลาดโดยรวม และช่วยให้สามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาวะที่ไม่แน่นอน